- วิธีป้องกันและรักษา โรคไมเกรน

โดย : internet
อาการปวดศีรษะเป็น อาการเริ่มต้นของหลายๆ โรค การปวดไมเกรนต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน การซักประวัติของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย การสังเกตลักษณะอาการ ระยะเวลา ความถี่ของอาการปวด ความรุนแรงและบางครั้งอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยเช่น อาการแขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง อาการชัก มีไข้ ตาโปน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ฯลฯ

 


ลักษณะสำคัญของอาการปวดไมเกรนคือ อาการปวดศีรษะที่มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและปวดตื้อๆ ระดับความรุนแรงของการปวดมักเป็นระดับปานกลางจนถึงปวดอย่างรุนแรง ลักษณะเด่นของอาการปวดไมเกรนคือ มักจะปวดศีรษะเพียงข้างเดียว(ปวดทั้งสองข้างหรือปวดทั่วทั้งศีรษะก็มีแต่ น้อย) อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคไมเกรนจะมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย

การปวดศีรษะข้างเดียวหรือปวดไมเกรนแต่ ละครั้งจะกินเวลานานแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 30 นาทีจนถึง 12 ชั่วโมงและอาการปวดไมเกรนจะยิ่งปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการนำก่อนที่จะปวดไมเกรนโดยเห็นแสงวูบวาบ ระยิบระยับ ตาพร่ามัวมองไม่เห็นชั่วขณะ รู้สึกว่าร่างกายข้างใดข้างหนึ่งชา อาการนำจะเป็นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง

สาเหตุของการปวดไมเกรนเกิด จากระบบประสาทของผู้ป่วยไมเกรนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงจากภายในร่างกายและ สิ่งแวดล้อมภายนอกมากกว่าปกติทำให้เส้นประสาทรอบๆ สมองเกิดการอักเสบ ผลกระทบที่ผู้ป่วยได้รับจากการปวดศีรษะข้างเดียว(Migraine)คือต้องทรมานจาก การปวดศีรษะจนนอนไม่หลับหรือหลับก็ไม่เต็มตื่น ทำงานไม่ได้ ไปเรียนหนังสือก็ไม่รู้เรื่องจนเครียดถึงขั้นเสียสุขภาพจิต

ปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ปวดไมเกรนคือ เรื่องอาหารการกิน การกินอาหารไม่ตรงเวลาและอาหารที่กินมีส่วนประกอบของผงชูรสหรือสารถนอมอาหาร มากเกินไป การนอนหลับพักผ่อนไม่พอดี(นอนน้อยไปหรือนอนมากไป) การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีผลกระทบต่ออาการปวดไมเกรน นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีความเครียดและไม่สามารถหาทางผ่อนคลายได้จะทำให้การปวด ไมเกรนถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเช่น แดดร้อน กลิ่นควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ กลิ่นน้ำหอมที่รุนแรง ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ปวดไมเกรนมากขึ้นได้

วีธีการรักษาอาการปวดไมเกรนทำ ได้โดยการบรรเทาอาการปวดศีรษะและป้องกันไม่ให้อาการปวดรุนแรงขึ้นโดยให้มี ความถี่ในการปวดลดลง การบรรเทาอาการปวดไมเกรนเริ่มจากการนวดให้ผ่อนคลาย ประคบร้อน-เย็น การอยู่นิ่งๆ จนถึงการนอนหลับ หากวิธีเหล่านี้ไม่ได้ผลก็ต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวด หากปวดน้อยๆ ก็ให้ใช้ยาแก้ปวดธรรมดาคือ ยาพาราเซตามอล (ใช้ Paracetamol ในปริมาณที่เหมาะสม) หากอาการปวดยังไม่ทุเลาอาจใช้ยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์แรงขึ้นเช่น บรูเฟ่น(Ibuprofen) พอนสะแตน(Ponstan) ยาทั้งสองตัวนี้มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารเป็นยาที่ต้องกินหลังอาหารทันที

นอกจากนี้ยังมียาที่ให้ผลในการปิดกั้นการออกฤทธิ์ต้าน เซอโรโตนิน(Serotonin คือสารที่สมองหลั่งออกมาทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน) เช่น คาเฟอกอต(Cafergot) ทริปแทน ฯลฯ ซึ่งยาเหล่านี้ไม่ใช่ยาแก้ปวดทั่วไปแต่มีฤทธิ์รักษาอาการปวดไมเกรนโดยเฉพาะ และอาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายต่อผู้ใช้ ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์

การป้องกันอาการปวดไมเกรนโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นที่ทราบแล้วว่าสาเหตุการเกิดโรคไมเกรนเกิดจากร่างกายมีความไวต่อการตอบ สนองการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในร่างกายและสิ่งแวดล้อมภายนอกมากเกินไป ดังนั้นหากเรามีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำเป็นประจำเช่น กินอาหาร นอนหลับ ออกกำลังกาย ทำงาน ฯลฯ ให้ทำกิจวัตรเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ พยายามหลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่จะกระตุ้นให้อาการปวดไมเกรนกำเริบเช่น ควันบุหรี่ อาหารที่ใส่สารปรุงรส แดดร้อน ภาวะที่เคร่งเครียด เสียงดัง ฯลฯ

การป้องกันโรคไมเกรนโดยการใช้ยา หากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วอาการปวดไมเกรนยังมีอยู่(มากกว่า 2-3 ครั้ง/เดือนหรือปวดรุนแรง) อาจต้องใช้ยาป้องกันโรคไมเกรน ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ไม่ให้สมองหลั่งสารเซอโรโตนิน(Serotonin)ออกมามาก เกินไป การใช้ยาป้องกันโรคไมเกรนต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย เป็นรายๆ ไปและต้องกินยาต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายเดือนจนอาการไมเกรนดีขึ้น
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดไมเกรนควร เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน หากอาการปวดไมเกรนยังไม่ดีขึ้นให้บรรเทาโดยการนวดและพักผ่อนให้ร่างกาย รู้สึกผ่อนคลาย หากยังมีอาการปวดอยู่อีกจึงค่อยใช้ยารักษาตามระดับความรุนแรงของอาการปวดจน ถึงการป้องกันโรคไมเกรนโดยการใช้ยา อย่าลืมว่ายาสำหรับโรคไมเกรนมีผลข้างเคียงที่อันตรายจึงควรใช้ยาโดยขอคำแนะ นำและอยู่ในความดูแลของแพทย์ทุกครั้ง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น